ผมกับเธอ...ฉันกับเขา

posted on 13 Feb 2009 20:10 by nenuphar

ไหนๆพรุ่งนี้ก็วันวาเลนไทน์แล้ว เนพึ่งจะนึกได้ว่าแต่งเรื่องสั้นแนวหวานๆเรื่องแรกในชิวิตเอาไว้เมื่อนานนมจนฝุ่นขึ้น แล้วก็เขียนไม่จบซะที (ดองเค็มเต็มที่)  เมื่อวานเลยได้ฤกษ์เอาเรื่องนี้มาปัดฝุ่นรีไรท์ใหม่อีกรอบ ทันเอามาลงก่อนวาเลนไทน์พอดีเลยล่ะ  จะหวานหรือไม่หวานยังไงก็ลองอ่านดูเน้อ

 

 อ่านจบแล้วก็อย่าลืมเม้นท์กันให้ด้วยนะ ^ ^

 

แล้วก็ วันวาเลนไทน์ปีนี้ เนก็ขอให้ทุกคนที่กำลังมีความรัก มีความรักที่มั่นคงยืนยาว และสำหรับคนที่ยังไม่มีใครเคียงข้าง ก็ขอให้ได้เจอใครคนนั้นเร็วๆนะคะ

 

 

ผมกับเธอ......ฉันกับเขา

        ท่ามกลางแสงจันทร์และแสงดาวที่มีอยู่น้อยนิดในเขตเมืองซึ่งส่องกระทบลงมายังพื้นดินในบริเวณสวนหลังบ้านขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แห่งหนึ่ง ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนั่งจิบเบียร์อยู่บนเก้าอี้ในสวน ภายใต้แสงโคมไฟสนามที่ส่องแสงนวลเนียนให้พอเห็นสภาพแวดล้อมรอบด้านรำไร

                ความคิดของชายหนุ่มดูเหมือนไม่ได้อยู่กับตัวเขาเท่าใดนัก เขานั่งนิ่งโดยไม่สนใจว่าลมนั่นจะพัดเอาฝุ่นดินและเศษใบไม้ให้ปลิวว่อนขึ้นมา และหมุนคว้างเป็นวงก่อนที่แรงลมจะสลายหายไป ปล่อยให้เศษดินและใบไม้ตกลงสู่พื้นอย่างเดิม ความคิดของเขาดูเหมือนจะวิ่งวนไปไกลยิ่งกว่าสายลมที่พัดผ่านไปซะอีก.....

......

ค่ำคืนนี้ลมช่างแรงเสียจริง  ผมรู้ตัวว่ากำลังนั่งจิบเบียร์อยู่บนม้านั่งคนเดียวใต้ฟ้าที่มีแสงจันทร์กระจ่างเต็มดวงสวยเหลือเกิน แต่ในใจผมนั้นไม่ได้คิดถึงเบียร์ที่ผมจิบหรือแม้แต่พระจันทร์ที่ผมกำลังมองอยู่ด้วยซ้ำ

ตอนนี้ผมกำลังคิดถึงใครคนหนึ่งอยู่ ใครคนหนึ่งที่ผมเฝ้าคะนึงหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ใครคนหนึ่งที่อาจจะทำให้หัวใจของผมเติมเต็มได้ แต่ผมไม่รู้ว่าเธอคนนั้นกำลังคิดถึงผมบ้างไหมในตอนนี้ ผมหวังมากเหลือเกินที่จะให้เธอคิดถึงผมบ้าง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี เพราะแค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว

   

------------------------------------------------------

 

ญิงสาวผู้หนึ่งกำลังนั่งเขียนไดอารี่ที่โต๊ะทำงานเหมือนเช่นทุกวัน เสียงลมที่พัดกระแทกหน้าต่างคืนนี้แรงจนทำเอาเธอเผลอสะดุ้งทุกครั้งที่ได้ยิน เธอเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอน ความคิดทั้งหลายหลุดลอยออกไปไกลจากหน้ากระดาษที่เธอกำลังเขียนค้างเอาไว้ ปากกาถูกถือจรดค้างอยู่ที่มุมปาก....

.

.....

 

             ฉันกำลังคิดถึงใครบางคน ใครคนหนึ่งที่มักจะอยู่ในสายตาเสมอเวลาที่ฉันเหลียวมองรอบกาย ใครคนหนึ่งที่ฉันรู้จัก แต่ก็เคยเหมือนจะไม่รู้จัก เพราะฉันไม่เคยได้คุยกับเขาเลย แม้เพียงสักครั้งหนึ่งในตอนนั้นเขามักจะนั่งอยู่ห่างออกไปอีกฟากหนึ่งของห้องเรียน แต่บางครั้งที่ฉันเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือเรียน ฉันมักจะสบถูกสายตาของเขาอยู่บ่อยครั้ง แต่เขามักจะเป็นคนหลบสายตาฉันทุกครั้ง และอย่างทันทีทันใด นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ใบหน้าของเขาตราตรึงอยู่ในจิตใจของฉันตลอดมา ฉันสงสัยตั้งแต่นั้นมาว่าทำไมเขาต้องรีบหลบสายตาของฉันแบบนั้น หน้าตาของฉันมันน่ากลัวขนาดนั้นเลยรึไง?

 

 ---------------------------------------------------------------

 

         ผมจะยังไม่เคยได้คุยกับเธอเลยสักครั้ง ผมมักจะด่าตัวเองอยู่ทุกครั้งที่ผมพลาดโอกาสเหมาะเจาะไปอย่างไม่น่าให้อภัย ผมมันเป็นคนขี้อายเกินไป อายเกินกว่าจะเข้าไปหาเธอเพื่อจะพูดคำว่าสวัสดีสักครั้งก็ยังไม่เคย แต่ผมคิดว่าเธอน่าจะรู้จักหน้าผมอยู่บ้างล่ะ เพราะเราสองคนเรียนคณะเดียวกัน และเคยเรียนคาบเรียนเดียวกันหลายครั้ง ผมว่าผมไม่ได้คิดไปเองคนเดียวหรอกน่า!

ผมชอบมองเธอในคาบเรียน  ผมชอบมองเวลาที่เธอทำหน้าตาจริงจังตั้งใจฟังเนื้อหาวิชาที่อาจารย์กำลังสอนอยู่ และจดเนื้อหาที่สำคัญลงในสมุดเล่มเล็กที่เธอพกติดตัวประจำ

แต่บางครั้งผมก็เห็นเธอนั่งเหม่อ เหมือนกับว่าเสียงของอาจารย์จะดังเลยผ่านหูของเธอไป ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายเธอตอนนั้นราวกับเวลาหยุดนิ่ง ผมว่าหน้าตาของเธอตอนนั้นช่างน่าค้นหาเสียจริง ผมอยากรู้ชะมัดว่าเธอกำลังคิดอะไรเวลาที่เธอเหม่อแบบนั้น

แล้วเวลาที่เธอเลิกเหม่อ เธอจะหันมองรอบตัวเหมือนกับกำลังนึกว่าตัวเองอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ และตอนนั้น สายตาของเธอก็จะมาสบกับสายตาของผมพอดิบพอดีทุกครั้ง หัวใจผมเต้นระรัวทุกครั้งที่สบตาเธอ

เสียงหัวใจของผมเต้นดังจนเหมือนจะดังออกมานอกอกให้คนทั้งห้องได้ยิน ผมอยากจะวิ่งหนีออกไปนอกห้องให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่ก็เป็นเพียงแค่จิตนาการเท่านั้น ผมทำได้แต่เพียงรีบหลบสายตาของเธอให้เร็วที่สุด แล้วก้มหน้าลงจ้องหนังสือเรียนของตัวเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทุกครั้งไป

ผมมันช่างขี้ขลาดเหลือเกิน.....

 

----------------------------------------------------------

  

มีอยู่วันหนึ่ง ฉันกำลังจะเดินไปกินข้าวกับเพื่อนที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย ระหว่างฉันกำลังรอเพื่อนอยู่ และหันมองวิวทิวทัศน์ตามประสาคนอยู่ไม่สุข แล้วฉันก็เห็น.....เขา..... เขานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ม้านั่งข้างสนามบาส ที่หูใส่หูฟังเครื่องเล่นMP3อยู่ ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาแยกประสาทสัมผัสได้ยังไงเวลาที่ทำอะไรสองอย่างพร้อมกันแบบนั้น

แล้วอยู่ๆลูกบาส ลูกหนึ่งก็กระดอนเข้าใส่หน้าของเขาเต็มๆ หนังสือในมือเขาถึงกับร่วงลงพื้นทีเดียว เขาคงจะเจ็บไม่ใช่เล่น เพราะฉันเห็นเขากุมหน้าตัวเองเอาไว้แน่น แต่มือเขาอีกข้างก็ยังถือลูกบาสเจ้ากรรมนั่นไม่ปล่อยเช่นกัน

ชายคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มที่เล่นบาสเดินเข้ามาขอโทษเขา และขอลูกบาสคืน เขาลดมือที่กุมหน้าตัวเองลงในที่สุด ฉันจึงได้เห็นจมูกของเขาเป็นรอยแดงจากการถูกลูกบาส กระแทกเข้าอย่างจัง ดวงตาของเขาเป็นประกายกร้าวทีเดียว แถมยังทำท่าจะไม่คืนลูกบาสให้ผู้ชายคนนั้นอีกต่างหาก

ตอนนั้นฉันนึกว่าเขาจะมีเรื่องกันซะแล้ว ฉันค่อยๆเขยิบหาที่ปลอดภัยเผื่อเจอลูกหลงจะได้ไม่เป็นอะไร แต่ใจหนึ่งก็ยังอยากรู้เรื่องราวต่อจากนี้ จึงได้แต่มองดูอยู่ห่างๆ

แต่แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน และเลี้ยงลูกบาสหลบหลีกกลุ่มคนที่ยืนอึ้งค้างอยู่กลางสนาม แล้วชู๊ตลูกลงห่วงอย่างสวยงาม น่าให้คะแนนเต็มสิบ แถมยังส่งยิ้มกวนๆให้กลุ่มผู้ชายพวกนั้นอีกด้วย หลังจากนั้นทั้งกลุ่มผู้ชายพวกนั้นและเขาก็เล่นบาสกันอย่างสนุกสนานต่อไปเหมือนกับลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ไปหมดแล้วอย่างนั้นล่ะ

ในตอนนั้นเอง ที่ใจฉันคิดว่า .....เขาก็น่ารักดีเหมือนกันนะ.....

 

-------------------------------------------------

 

                  ผมจำได้ว่าในวันที่อากาศกำลังเย็นสบายวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังเดินข้ามตึกเรียนเพื่อไปเรียนวิชาต่อไป สายตาผมเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆอยู่ที่พื้นชั้นล่างข้างๆม้านั่งหิน ท่าทางเหมือนกำลังดูอะไรสักอย่างที่พื้น ผมเห็นแค่แผ่นหลังของเธอเท่านั้น แต่ผมก็ยังจำได้แม่น ผู้หญิงคนนั้นคือเธอนั่นเอง ผมจึงหยุดยืนมองเธอจากระเบียงชั้นบน แม้จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้วก็ตาม ผมก็ยังยืนมองเธอต่อไป

จากมุมที่ผมมองอยู่ตอนแรกนั้น ผมมองเห็นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ผมเขยิบไปข้างๆอีกหน่อย แล้วผมก็เห็นแมวสีดำแต้มขาวตัวหนึ่งนอนเอกเขนกอยู่ที่พื้นตรงหน้าเธอ

ผมสงสัยว่าเธอกำลังเล่นกับแมวอยู่แน่ๆเลย แล้วผมก็เดาถูกจริงๆด้วย เธอยื่นมือออกไปจะลูบหัวแมว แต่ท่าทางแมวตัวนี้จะไม่ชอบให้คนลูบหัวเท่าไหร่ มันถึงได้ปัดมือของเธอออกไปทันทีแบบนั้น แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังพยายามจะหลอกล่อเจ้าแมวน้อยยอมให้เธอลูบหัวให้ได้ แล้วในที่สุดแมวก็เป็นฝ่ายแพ้ เธอได้ลูบหัวเจ้าแมวสมใจอยาก ถึงจะได้รอยเล็บแมวฝากไปเป็นของต่างหน้าอยู่หลายรอยหน่อยก็เถอะ

ใจผมในตอนนั้นอยากจะลงไปนั่งข้างๆเธอชะมัด เธอช่างน่ารักซะจริง ถ้าผมได้เป็นคนที่อยู่ข้างกายเธอตลอดไปจะเป็นยังไงหนอ แต่ผมคิดว่าเธอเป็นคนที่จิตใจสูงส่งและดีเกินกว่าที่จะมาทำความรู้จักกับคนอย่างผม ผมอยากให้เธอดูบริสุทธิ์แบบนี้ตลอดไป แต่ใจหนึ่งผมก็อยากจะให้เธอเป็นของผมคนเดียวเท่านั้น นี่ผมเพ้อมากไปหรือเปล่านะ ผมคิดว่ามันคงจะไม่ใช่แค่ความเพ้อฝันลมๆแล้งๆตลอดชีวิตแน่ๆละกันน่า

 

------------------------------------------------------

   

ฉันคิดว่าผู้ชายคนที่ฉันแอบนั่งสังเกตอยู่ทุกวันนี่ก็ค่อนข้างจะขี้อายอยู่เหมือนกันแฮะ... มีอยู่วันหนึ่ง ฉันนั่งอ่านหนังสืออยู่กับเพื่อนที่ม้านั่งริมสวนในมหาลัย ฉันเหลือบมองทางหางตาก็รู้ตัวว่าเขาแอบมองฉันอยู่ห่างๆ แล้วก็ทำท่าเหมือนจะอยากเข้ามาคุยด้วยในช่วงเวลาพักอยู่บ่อยๆ แต่ก็ลังเลไปมา เดินไปเดินมาอยู่แถวนั้น ไม่กล้าเข้ามาทักฉันที่นั่งอยู่กับเพื่อนกันแค่สองคนสักที

                แม้ว่าช่วงหนึ่งที่เพื่อนของฉันขอตัวไปทำธุระส่วนตัวสักพัก เขาก็ยังไม่ยอมเดินเข้ามาทักฉัน เหมือนเขากลัวอะไรอยู่ และแล้วเพื่อนฉันก็เดินกลับมา ส่วนโอกาสดีๆของเขาก็หลุดลอยไปแบบง่ายๆ

จนสุดท้ายเวลาพักก็หมดลง นักศึกษาทั้งหลายต่างคนต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปเข้าเรียนวิชาของตน ฉันที่เกรงใจเพื่อน กลัวว่าเพื่อนผู้แสนจะตั้งใจเรียนจะต้องเข้าเรียนสายเพราะฉันที่อยากอ้อยอิ่งรอโอกาสคุยกับพ่อหนุ่มช่างเขิน  ฉันก็เลยต้องจำยอมตัดใจ ไม่คิดจะรอเขาต่ออีกสักพัก

                  โอกาสที่เสียไปแล้วนั้นไม่อาจจะเรียกคืนมาได้หรอกนะ พ่อหนุ่มผู้แสนจะขี้อาย.... แต่โอกาสน่ะมาให้อยู่เรื่อยๆนั่นแหล่ะ และฉันก็หวังว่าเขาจะคว้าโอกาสได้ทันสักครั้งล่ะน่า

แต่เอ... หรือว่าฉันจะเป็นคนเริ่มคุยกับเขาก่อนดีล่ะ....

 

-----------------------------------------------------------

 

          มานั่งนึกๆดูแล้ว ความทรงจำที่ผ่านมามันก็น่าขำดีเหมือนกันนะ ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าตัวผมผู้แสนจะขี้อายกับเธอผู้แสนจะน่ารักและสดใสจะได้มารู้จักกัน เพราะอยู่ๆ วันหนึ่ง เธอก็เดินเข้ามาหาผมที่นั่งฟังเพลงอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่คนเดียวที่โต๊ะหิน และก็ถามผมด้วยเสียงหวานๆของเธอว่า ขอนั่งด้วยคนได้ไหมคะ ตอนนั้นหัวใจผมแทบจะระเบิดออกมาจากอกแน่ะ เสียงผมที่ตอบเธอไปว่า ครับ ฟังดูแทบจะไม่ใช่เสียงตัวผมเองอย่างนั้นแหล่ะ มันฟังดูสั่น แล้วก็แหบห้าวอย่างไม่น่าเชื่อ ดูเหมือนว่าอยู่ดีๆสวรรค์ก็หล่นลงมาทับผมในพริบตา ช่างกะทันหัน ไม่ให้ทันได้ตั้งตัว ยังไงอย่างนั้นเลย!

และหลังจากที่พวกเราได้คุยกันครั้งแรกในวันนั้น ระยะห่างระหว่างเราก็เริ่มเขยิบเข้ามาใกล้กันทีละนิดทีละนิด....

 

 

 เรื่องราวระหว่างเรานี่จะเรียกว่า รักแรกพบ ได้ไหมหนอ?  

 

----------------------------------------------------------

  

ชายหนุ่มเหมือนจะนึกอะไรได้บางอย่างจึงวางกระป๋องเบียร์ลงข้างกาย ก่อนจะล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อ หยิบเอามือถือเครื่องกะทัดรัดออกมา และกดเบอร์โทรศัพท์เบอร์หนึ่งโดยไม่ต้องไล่ดูรายชื่อในเครื่องให้เสียเวลาเสมือนกับว่าจำได้อย่างขึ้นใจ ก่อนจะถือสายรอฟังเสียงสัญญาณโทรศัพท์ที่ดังเป็นจังหวะต่อเนื่องกัน....

 

--------------------------------------------------------

   

เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างกายดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของหญิงสาว เธอเอื้อมมือไปหยิบดูว่าใครเป็นคนโทรมาหาเอาดึกดื่นป่านนี้ แต่เมื่อเห็นชื่อเจ้าของสาย รอยยิ้มก็ผุดวาบขึ้นบนริมฝีปากบางทันที เธอรีบกดรับสายอย่างไม่รอช้า

ฮัลโหล กันย์เองหรอ?

ครับ ผมเอง ....คิดถึงแพรวนะ

.....แพรวก็คิดถึงกันย์เหมือนกัน

เอ่อ... พรุ่งนี้.....แพรวจะไปดูหนังกับผมได้ไหมครับ?

.....  

          “.....

ได้ค่ะ....

 

 

   +++++End++++++

 

Comment

Comment:

Tweet

พรหมลิขิตเป็นสิ่งที่สวรรค์มอบให้ แต่โอกาสเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองสินะ ถ้า 'เธอ' ไม่เข้าไปทัก 'เขา' สงสัยคงต้องแอบรัก แอบมอง ปลูกไร่แห้วกันต่อไป

แต่แหมม พอได้เป็นแฟนกันแล้ว บุคลิกเปลี่ยนไปเลยนะ ปากหวาน ขี้อ้อนซะ

#2 By safara on 2009-02-13 21:33

นึกว่าจะเขินจนไม่มีอะไรคืบหน้า แต่สุดท้ายก็กล้ารุกเขาจนได้....นึกว่าจะมีหักมุมโดนคนอื่นคาบไปเสียอีก หึหึ

#1 By monnie on 2009-02-13 20:49